ลักษณะสำคัญของอาการปวดไมเกรนคืออาการปวดศีรษะที่มักจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและปวดตื้อๆ
ระดับความรุนแรงของการปวดมักเป็นระดับปานกลางจนถึงปวดอย่างรุนแรง
ลักษณะเด่นของอาการปวดไมเกรนคือ
มักจะปวดศีรษะเพียงข้างเดียว(ปวดทั้งสองข้างหรือปวดทั่วทั้งศีรษะก็มีแต่น้อย)
อาการปวดจะเป็นมากขึ้นเมื่อร่างกายมีการเคลื่อนไหว
เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยโรคไมเกรนจะมีอาการคลื่นไส้ร่วมด้วย
การปวดศีรษะข้างเดียวหรือปวดไมเกรนแต่ละครั้งจะกินเวลานานแตกต่างกันออกไปตั้งแต่
30 นาทีจนถึง 12
ชั่วโมงและอาการปวดไมเกรนจะยิ่งปวดมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวร่างกาย
ผู้ป่วยอาจมีอาการนำก่อนที่จะปวดไมเกรนโดยเห็นแสงวูบวาบ ระยิบระยับ
ตาพร่ามัวมองไม่เห็นชั่วขณะ รู้สึกว่าร่างกายข้างใดข้างหนึ่งชา
อาการนำจะเป็นอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง
สาเหตุของการปวดไมเกรนเกิดจากระบบประสาทของผู้ป่วยไมเกรนมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงจากภายในร่างกายและสิ่งแวดล้อมภายนอกมากกว่าปกติทำให้เส้นประสาทรอบๆ
สมองเกิดการอักเสบ
ผลกระทบที่ผู้ป่วยได้รับจากการปวดศีรษะข้างเดียว(Migraine)คือต้องทรมานจากการปวดศีรษะจนนอนไม่หลับหรือหลับก็ไม่เต็มตื่น
ทำงานไม่ได้
ไปเรียนหนังสือก็ไม่รู้เรื่องจนเครียดถึงขั้นเสียสุขภาพจิต
ปัจจัยที่จะกระตุ้นให้ปวดไมเกรนคือเรื่องอาหารการกิน
การกินอาหารไม่ตรงเวลาและอาหารที่กินมีส่วนประกอบของผงชูรสหรือสารถนอมอาหารมากเกินไป
การนอนหลับพักผ่อนไม่พอดี(นอนน้อยไปหรือนอนมากไป)
การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกายจะมีผลกระทบต่ออาการปวดไมเกรน
นอกจากนี้ผู้ป่วยที่มีความเครียดและไม่สามารถหาทางผ่อนคลายได้จะทำให้การปวดไมเกรนถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น
สิ่งแวดล้อมรอบๆตัวเช่น แดดร้อน กลิ่นควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์
กลิ่นน้ำหอมที่รุนแรง
ล้วนเป็นปัจจัยที่จะกระตุ้นให้ปวดไมเกรนมากขึ้นได้
วีธีการรักษาอาการปวดไมเกรนทำได้โดยการบรรเทาอาการปวดศีรษะและป้องกันไม่ให้อาการปวดรุนแรงขึ้นโดยให้มีความถี่ในการปวดลดลง
การบรรเทาอาการปวดไมเกรนเริ่มจากการนวดให้ผ่อนคลาย ประคบร้อน-เย็น การอยู่นิ่งๆ
จนถึงการนอนหลับ หากวิธีเหล่านี้ไม่ได้ผลก็ต้องใช้ยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการปวด
หากปวดน้อยๆ ก็ให้ใช้ยาแก้ปวดธรรมดาคือ ยาพาราเซตามอล (ใช้ Paracetamol
ในปริมาณที่เหมาะสม) หากอาการปวดยังไม่ทุเลาอาจใช้ยาแก้ปวดที่ออกฤทธิ์แรงขึ้นเช่น
บรูเฟ่น(Ibuprofen) พอนสะแตน(Ponstan)
ยาทั้งสองตัวนี้มีฤทธิ์ระคายเคืองกระเพาะอาหารเป็นยาที่ต้องกินหลังอาหารทันที
นอกจากนี้ยังมียาที่ให้ผลในการปิดกั้นการออกฤทธิ์ต้านเซอโรโตนิน(Serotonin
คือสารที่สมองหลั่งออกมาทำให้เกิดอาการปวดไมเกรน) เช่น คาเฟอกอต(Cafergot) ทริปแทน
ฯลฯ
ซึ่งยาเหล่านี้ไม่ใช่ยาแก้ปวดทั่วไปแต่มีฤทธิ์รักษาอาการปวดไมเกรนโดยเฉพาะและอาจมีผลข้างเคียงที่อันตรายต่อผู้ใช้
ดังนั้นการใช้ยาในกลุ่มนี้ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์
การป้องกันอาการปวดไมเกรนโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
เป็นที่ทราบแล้วว่าสาเหตุการเกิดโรคไมเกรนเกิดจากร่างกายมีความไวต่อการตอบสนองการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในร่างกายและสิ่งแวดล้อมภายนอกมากเกินไป
ดังนั้นหากเรามีกิจวัตรประจำวันที่ต้องทำเป็นประจำเช่น กินอาหาร นอนหลับ
ออกกำลังกาย ทำงาน ฯลฯ ให้ทำกิจวัตรเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ
พยายามหลีกเลี่ยงต่อสิ่งที่จะกระตุ้นให้อาการปวดไมเกรนกำเริบเช่น ควันบุหรี่
อาหารที่ใส่สารปรุงรส แดดร้อน ภาวะที่เคร่งเครียด เสียงดัง
ฯลฯ
การป้องกันโรคไมเกรนโดยการใช้ยา
หากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วอาการปวดไมเกรนยังมีอยู่(มากกว่า 2-3
ครั้ง/เดือนหรือปวดรุนแรง) อาจต้องใช้ยาป้องกันโรคไมเกรน
ยาในกลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ไม่ให้สมองหลั่งสารเซอโรโตนิน(Serotonin)ออกมามากเกินไป
การใช้ยาป้องกันโรคไมเกรนต้องเลือกชนิดและปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยเป็นรายๆ
ไปและต้องกินยาต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายเดือนจนอาการไมเกรนดีขึ้น
ผู้ป่วยที่มีอาการปวดไมเกรนควรเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก่อน
หากอาการปวดไมเกรนยังไม่ดีขึ้นให้บรรเทาโดยการนวดและพักผ่อนให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย
หากยังมีอาการปวดอยู่อีกจึงค่อยใช้ยารักษาตามระดับความรุนแรงของอาการปวดจนถึงการป้องกันโรคไมเกรนโดยการใช้ยา
อย่าลืมว่ายาสำหรับโรคไมเกรนมีผลข้างเคียงที่อันตรายจึงควรใช้ยาโดยขอคำแนะนำและอยู่ในความดูแลของแพทย์ทุกครั้ง
ไมเกรน
อาการปวดศีรษะเป็นอาการเริ่มต้นของหลายๆ โรค
การจะพูดว่าการปวดศีรษะที่เป็นอยู่นั้นคือการปวดไมเกรนต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน
การวินิจฉัยอาการปวดศีรษะว่าเป็นไมเกรนหรือไม่นั้นประกอบด้วยการซักประวัติของผู้ป่วยและการตรวจร่างกายอย่างละเอียดเป็นสิ่งสำคัญ
นอกจากนี้ต้องสังเกตลักษณะอาการปวด ระยะเวลาที่ปวดศีรษะ ความถี่ของอาการปวด
ความรุนแรงและบางครั้งอาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วยเช่น
อาการแขนขาอ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่ง อาการชัก มีไข้ ตาโปน เวียนศีรษะ คลื่นไส้
ฯลฯ
adsense vertical
การป้องกันและรักษาโรค
ไมเกรน